เปิดห้องนอน ‘เบล ขนิษฐา’ กับการตกแต่ง 2 สไตล์ แต่กต่างอย่างลงตัว ดุจห้องนอนเจ้าหญิงในนวนิยาย

หลังจากก้อง ห้วยไร่ หรืออัครเดช ยอดจำปา และเบล ขนิษฐา เบ้าหล่อเพชร ออกมาประกาศว่าแต่งงานและอยู่กันแบบครอบครัวแล้ว ทำให้หลายคนแปลกใจไปพร้อมๆ กัน แถมปีนี้ยังเป็นการ

จัดงานแต่งงานครั้งที่ 2 ตามความเชื่อลูกพญานาค ที่ต้องแต่งงานให้ครบ 3 ครั้ง โดยปีหน้าจะมีการแต่งงานอีกครั้งหนึ่งก่อนจะวางแผนมีเจ้าตัวเล็กๆ ทางเว็บไซต์ก็ต้องขอแสดงความยินดีกับทั้งคู่

เมื่อย้อนเข้าไปดูในอินสตาแกรมส่วนตัวของเจ้าสาวคนสวย จึงได้เห็นบ้านที่ปลูกสร้างและออกแบบอย่างเรียบง่ายพร้อมมุมส่วนตัวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ

และสะท้อนความเป็นผู้หญิงด้วยโทนสีและการตกแต่งที่สวยงาม เน้นรายละเอียด และการเลือกของตกแต่งเข้ามาภายในห้อง

โดยตัวบ้านเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียวโทนสีน้ำตาล ส่วนภายในตกแต่งแบบเรียบง่าย แต่ที่น่าสนใจคือห้องนอนส่วนตัวของสาวเบล ที่ดูจะหรูหรา ตั้งแต่การเลือกเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องทั้งเตียงนอน โต๊ะข้างเตียง

โต๊ะเครื่องแป้งเป็นเฟอร์นิเจอร์สไตล์ยุโรปมีรายละเอียดการออกแบบอยู่พอสมควร ส่วนม่านในห้องนอนก็ถือเป็นอีกจุดหนึ่งที่สวยงามโดดเด่นเล่นลวดลายอ่อนช้อย ซึ่งเข้ากับลายวอลล์เปเปอร์ภายในห้องนอน

ถ้าสังเกตจากการตกแต่งห้องนอนส่วนตัวห้องนี้แล้วนำไปเทียบกับห้องนอนอีกห้องหนึ่งของสาวเบล ก็พอจะสะท้อนรสนิยมส่วนตัวที่มีความหวานสมกับเป็นหญิงสาวที่ชื่นชอบการตกแต่งห้องที่ให้อารมณ์ความเป็นเจ้าหญิง

เพราะห้องนอนอีกห้องหนึ่งนั้นเน้นโทนสีชมพู ผ้าปูที่นอนมีลวดลายน่ารัก และตกแต่งห้องกับเตียงนอนด้วยการ์ตูน ผนังห้องติดสติกเกอร์ต่างๆ เต็มผนังลามไปจนถึงส่วนของประตูห้อง เห็นแบบนี้เลยไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วเบล ขนิษฐาเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าสาวกันแน่

“เบล” เป็นเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความกตัญญูรู้คุณบุพการี ยอมทิ้งความสุขส่วนตัว ยอมทิ้งความฝันเป็นนักกฎหมาย ลาออกจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ขณะกำลังศึกษาอยู่คณะนิติศาสตร์ ชั้นปี 2 เพื่อมาเต้นกินรำกิน ปลดหนี้ให้พ่อแม่ที่เป็นหนี้นอกระบบจนหมด กัดฟันส่งน้องชายเรียนจนจบ ปวส. ทุกวันนี้มีบ้านหลังงามอยู่พร้อมหน้าพร้อมตาอบอุ่นมากด้วยความสุข

“ก่อนหน้ามาร่วมงานกับเสียงอิสาน ตนสอบเข้าคณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่นได้ แต่เรียนได้แค่เพียง 2 ปี ต้องยอมลาออก เนื่องจากพ่อแม่ประสบปัญหามีหนี้สินนอกระบบ จนต้องนำที่ดินไปจำนอง จึงอยากทำงานเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว

และได้รับความเมตตาจาก “แม่นก” นกน้อย อุไรพร รับเป็นศิลปินในวงทำให้มีรายได้ปลดหนี้ให้กับครอบครัว นอกจากนี้ยังต้องส่งน้องชายเรียนที่ โรงเรียนช่างกล จ.อุดรธานี ตั้งแต่ ปวช. จนจบ ปวส.”

ดาวเด่นประจำวงเสียงอิสานที่มีเพลงกดแต่ไลค์เมื่อไหร่จะเลิฟ กับ “ท็อปไลน์ มิวสิค” ค่ายต้นสังกัด ยอมรับว่ารู้สึกเหนื่อยไม่น้อยกับการต้องเสียสละความสุขส่วนตัวทำงานหนักเพื่อครอบครัว แต่ก็รู้สึกภูมิใจกับการที่ได้เห็นครอบครัวมีฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และเห็นน้องชายประสบความสำเร็จด้านการศึกษาจากน้ำพักน้ำแรง

“มาทำงานกับแม่นกได้พักหนึ่ง ก็มีเงินเก็บ เอาเงินก้อนประมาณ 4-5 หมื่นบาทไปให้ท่านใช้หนี้ แล้วก็ส่งน้องเรียนจนจบปวส. แผนกช่างยนต์ ค่าเทอมค่อนข้างแพงเพราะเป็นโรงเรียนเอกชน ตกประมาณเทอมละหมื่นกว่าบาท สู้ค่ะอยากให้น้องได้เรียนหนังสือ

ตอนแรกน้องก็บอกว่าจะไม่เรียน ก็บอกเขาว่าไม่ได้ต้องเรียนแทนพี่นะ พี่มาอยู่ตรงนี้แล้วทำงานด้วยเรียนด้วยได้ก็ไปลงเรียนที่ ม.รามคำแหง คณะมนุษยศาสตร์สื่อสารมวลชน เอกวิทยุโทรทัศน์ แต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไรมาก

เพราะต้องเดินสายทุกวัน ภูมิใจค่ะที่เห็นเขาตั้งใจเรียนด้วยไม่เกเรจนประสบความสำเร็จ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากส่งเขาเรียนต่อให้สูงๆ ต่อให้ต้องทำงานหนัก เหนื่อยมากแค่ไหน ก็กัดฟันสู้ได้อยู่แล้วค่ะ เพื่อให้คนในครอบครัวที่เรารักมีความสุข และยกระดับความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น”

อย่างไรก็ตาม “เบล” ไม่เคยรู้สึกเสียใจที่ความฝันส่วนตัวต้องพังทลายไป และไม่เคยรู้สึกเสียใจในคำนินทาว่าร้าย ที่ต้องออกจากรั้วมหาวิทยาลัยมายึดอาชีพเป็นศิลปินเต้นกินรำกิน ตรงกันข้ามกับรู้สึกภูมิใจ ได้ใช้อาชีพสุจริตที่รักยกระดับครอบครัวให้ดีขึ้นกว่าก่อนได้อย่างสง่างาม

“ในสายตาของบางคนถึงหนูจะเป็นแค่สาวหมอลำ ที่มีอาชีพร้องเพลงหาเงินเพื่อครอบครัว แต่ก็ไม่เคยคิดทำอะไรให้พ่อกับแม่เสียใจ ไม่เคยคิดทำตัวเป็นภาระ คนเยินยอชื่นชมก็มี คนรอเหยียบย่ำซ้ำเติมสาปแช่งก็เยอะใครที่คิดไม่ดีกับเราก็เป็นกรรมของเขา โชคชะตาจะพาสิ่งดีๆ คนดีๆ มาให้เราเอง เมื่อเราทำอะไรด้วยความจริงใจ ขอทำงาน หาเงิน เพื่อครอบครัวและคนที่เรารักสบายใจแล้วค่ะ”

ขอบคุณข้อมูลจาก : Sanook, siamdara