ไอเดียเจ๋ง สถาปนิก “ลาออก” กลับมาปรับปรุงแผงขายผักให้ “พ่อ-แม่”ที่บ้านเกิด ด้วยงบเพียง 200 บาท “มากกว่าบ้านคือชีวิต”

หลายคนอาจรู้จักกันดี สถาปนิก พลิกถิ่นเกิด เพราะมีแชร์สะพัดบนโลกออนไลน์ อีกทั้งยังมีเรื่องราวชีวิตของเขาที่ถูกนำเสนอเป็นหนังสั้นในชุด ความสุขที่ออกแบบได้ เพื่อสืบสานปณิธานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ภาพร้านแผงผักแบบเดิมๆ ที่ยังไม่ได้รับการตกแต่ง

เรื่องราวของชายหนุ่มสถาปนิกอนาคตไกล “เบส วิโรจน์ ฉิมมี” ที่เขียนจดหมายลาออกจากงานประจำเพื่อไปปลูกผัก ทำสวน ใช้ชีวิตเกษตรกรคลุกดินกลิ่นโคลน ท่ามกลางหุบเขา จนสามารถปลุกปั้น “บ้านไร่ ไออรุณ” บ้านที่อบอุ่นด้วยความรักและรายล้อมด้วยธรรมชาติงดงามเฉกเช่น สวรรค์บนดิน
ทุกจินตนาการจะเป็นจริงขึ้นมาได้ ต้องเริ่มด้วยการขีดๆ เขียนๆ “วาดแปลนแผงผักแบบใหม่”

คุณเบสตัดสินใจลาออกเพื่อหวังว่า..มาอยู่กับ “พ่อ-แม่” ปรับปรุงบ้าน,ที่ดิน,อาชีพ ด้วยวิชาที่เรียนมา โดยวาดโครงการด้วยสโลแกน “สิ่งเล็ก ๆ จากในไร่ ด้วยหัวใจ ถึงมือคุณ” พื้นทีดินขนาดเล็กๆ เริ่มถูกปรับโฉมด้วยงบประมาณที่จำกัดที่สุด , แต่ใส่ไอเดียความคิด-ไออุ่นความรักให้มากที่สุด
จากนั้นวาดตกแต่งกระดานดำด้วยชอล์ก

และนี่คือแผงขายผักของแม่เขา ซึ่งตั้งอยู่ในตลาด ด้วยความเป็นสถาปนิก เขาจึงทำการดัดแปลงสร้างใหม่ให้เกิดความดึงดูด ชวนน่าซื้อมากขึ้น กลายเป็นแผงขายผัก แบบน่ารัก ๆ ชิค ๆ ดูทันสมัยขึ้นมา เชื่อหรือไม่ว่า เขาใช้งบทั้งหมดเพียง 200 บาท เท่านั้น! ทำได้อย่างไรกัน เราไปดูวัสดุกันเลยจ้า
ตกแต่งเพิ่มเติม ในที่สุดก็เสร็จ

รายการวัสดุก็มีดังนี้
1. ไม้กระดานอัด = ได้จากป้ายหาเสียงเหลือใช้ 2. สีดำเเบบเช็ดได้ = เหลือจากทาผนังในบ้าน 3. ชอล์ก = 20 บาท 4. โคมไฟ = ถาดกรองน้ำกะทิในตลาด 20 บาท 5. หลอด+สายไฟ = 40 บาท 6. ตับจากกั้นผนัง ตับละ 4 บาท x25 ชิ้น = 100 บาท 7. เศษไม้เเละอื่นๆ = หาได้จากในสวน

การลาออก จากงาน เเล้วกลับมาอยู่บ้านโดยไม่สมัครงานที่อื่นอีก ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในสังคมต่างจังหวัด ผมต้องเจอกับคำนินทา เเละคำถามมากมายจากชาวบ้าน ( ตกงานเหรอ,ทำไมไม่หางานทำ,อุส่าห์เรียนจนจบปริญญาเเล้วมาปลูกผักขายผักทำไม ฯลฯ)

ตัวผมเองเข้มเเข็งมากพอที่จะทนฟังเสียงเหล่านั้นได้ เเต่สำหรับ เเม่ เมื่อโดนชาวบ้านถามทุกวัน เเม่เริ่มมีความรู้สึก เเละบอกผมว่า … “ไปสมัครงานเถอะลูก เเม่อายชาวบ้านเค้า” ณ ตอนนั้น คือ…เข้าใจเเม่มาก เเต่เราในฐานะลูก…เครียดมากที่ต้องทำให้เเม่ไม่สบายใจ ได้เเต่รับฟัง , อดทน ก้มหน้า-ก้มตา เป็นพ่อค้าขายผัก ทำทุกอย่างเพื่อให้คนเค้ายอมรับให้ได้…

ผักที่นำมาขายเป็นผักที่ปลูกเองจากไร่ รับประกันในความปลอดภัย เพราะเป็นผักที่ไม่ใช้สารเคมี นอกจากนี้ยังมีการออกแบบบรรจุภัณฑ์สุดกิ๊กเก๋ซะด้วย

ผมเริ่มปรับปรุงเเผงผักในตลาดของแม่ เปลี่ยนร้านค้าโทรมๆในตลาดของเเม่ให้ดีขึ้น ออกแบบเเพ็คเกจเปลี่ยนจากถ้วยโฟม ถุงพลาสติก เป็นกระจาดเเละวัสดุจากธรรมชาติเข้ามาเเทน รวมถึงสร้างเเบรนด์เล็กๆเป็นของตัวเอง อาจจะไม่ได้คิดแบบนักธุรกิจ เเต่ผมคิดเเบบเด็กถาปัตถ์คนหนึ่ง ที่อยากนำความรู้ที่มี มาปรับใช้กับอาชีพเกษตรกรให้ได้มากที่สุด

จากวันนั้น จนถึงวันนี้ 2 ปีกว่าๆ เเล้วครับ ทุกๆวันผ่านไปมีความหมาย ไปพร้อมๆ กับเสียงคำนินทาที่ค่อยๆเริ่มจางหายไป เเม้อาจจะโทรม จะดำ จะคล้ำ ลงไปบ้าง เเต่มันก็คุ้มค่ามากๆกับ เสียงที่เปลี่ยน ไป “ลูกไม่เคยอายใครเลย ที่ต้องมานั่งขายผักอยู่ข้างๆเเม่ เเละในวันนี้ ลูกก็หวังว่าเเม่ก็คงไม่อายใครอีกเเล้วเช่นกัน ที่มีพ่อค้าขายผักคนนี้ คือ ลูกของเเม่นะครับ”

ที่อ่านจบไปนั้น…เป็นความในใจของคุณเบสได้เขียนไว้…เล่าถึงอดีตที่ผ่าน “วิโรจน์ ฉิมมี” อดีตสถาปนิกหนุ่มวัย 26 ปี ที่ลาออกเพื่อมาทำบ้างสิ่งให้กับ พ่อ-แม่ โดยใช้ความรู้ที่เรียนมา คือ “การออกแบบ มาใช้กับงานเกษตร” เอ๊ะๆ มันทำได้ด้วยหรือ

คุณเบสตัดสินใจลาออกเพื่อหวังว่า มาอยู่กับ “พ่อ-แม่” ปรับปรุงบ้าน,ที่ดิน,อาชีพ ด้วยวิชาที่เรียนมา โดยวาดโครงการด้วยสโลแกน “สิ่งเล็ก ๆ จากในไร่ ด้วยหัวใจ ถึงมือคุณ” พื้นทีดินขนาดเล็กๆ เริ่มถูกปรับโฉมด้วยงบประมาณที่จำกัดที่สุด, แต่ใส่ไอเดียความคิด-ไออุ่นความรักให้มากที่สุด

เติมความใส่ใจให้กับสินค้า

แค่มีการเพิ่มรายละเอียด ก็ทำให้สินค้าดูมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

น่ายกย่องในความตั้งใจจริงๆค่ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : chonburipost, ทำเลขายของ