แม่กบ พ่อบรู๊ค เผย 5 เคล็ดลับง่ายๆ เลี้ยงลูกที่ดี “ล้มแล้วลุกขึ้นสู้ เรียนรู้ที่จะอดทนและแพ้เป็น”

บทบาทหน้าที่ที่เปลี่ยนไปจากนางเอกยอดนิยมมาเป็นคุณแม่ลูกสอง ทำให้ชีวิตของ กบ-สุวนันท์ คงยิ่ง เปลี่ยนไปไม่น้อย ทำให้กบเองต้องห่างหายจากงานหน้าจอไปบ้าง แต่ชีวิตการเป็นคุณแม่ของเธอก็มีสิ่งให้เรียนรู้มากมาย ซึ่งลูก ๆ ทั้งสองของเธอทั้ง น้องณดา-ด.ญ.ปุณณดา และ น้องณดล-ด.ช.ปุณณดล ปุณณกันต์ ก็เป็นส่วนที่มาเติมเต็มให้ครอบครัวของกบสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เนื่องในโอกาสวันแม่นี้ “ดาวต่างมุม” เลยต้องมาอัพเดทชีวิตของแม่กบคนนี้กันหน่อย

เป็นคุณแม่ลูกสองต่างจากตอนเป็นแม่ลูกหนึ่งอย่างไรบ้าง?
“ต่างกันมาก ไม่เคยคิดเลยว่า ชีวิตจะวุ่นวายได้มากขนาดนี้ คือจากคุณแม่ลูกหนึ่ง ตอนนั้นเราก็คิดว่า เราเป็นแม่แล้วชีวิตเปลี่ยนไป แต่พอเราเริ่มเข้าระบบ เข้าที่เข้าทางแล้ว เราจัดการมันได้ มันก็จะง่าย พอมีสองคนนี่ยากมาก เพราะเราแยกร่างไม่ได้ พอมีคนเดียวเราก็ทุ่มเวลาให้เขาเต็มที่ เราคิดจะพักก็ได้ แต่พอมีสองคนระบบการจัดการทุกอย่างรวนหมดเลย งง

กบทำอะไรไม่ถูกเลยตอนเริ่มต้น ตอนนี้ก็ยังยากอยู่ สำหรับตัวกบเองนะ กบแค่รู้สึกว่า ถ้าเราให้คนเล็กน้อยเราก็จะรู้สึกผิดด้วยตัวของเราเอง เพราะลูกคนเล็กเราก็ต้องให้เวลากับเขาด้วย จนกระทั่งต้องมีพี่เลี้ยงมาช่วยสำหรับคนเล็ก คือมีพี่เลี้ยงช่วยเรารู้สึกว่ามันสบายแล้ว แต่ในความรู้สึกเราก็ยังรู้สึกว่าไม่ได้สิ เราต้องให้คนเล็กด้วย เราต้องจัดสรรเวลาให้ได้”

ไม่ใช่ว่ามีประสบการณ์จากลูกคนโตมาแล้วจะทำให้เลี้ยงสบายขึ้นเหรอ?
“คนที่สองเนี่ย สำหรับกบเองคิดว่าการที่เราจะมีโอกาสเข้าไปในชีวิตเขาเนี่ย มันสบายขึ้นจริง ๆ ค่ะ อย่างคนแรกนี่ กบจะไม่รู้ งง ตื่นตระหนกตกใจ แล้วก็จะทำยังไงดี เครียด แต่คนที่สองนี่สบายมาก ชิล อ๋อ ประมาณนี้แหละ แค่นี้แหละ ตอนลูกคนแรกลูกไม่กินข้าว ไม่กินนม โอ๊ย !จะเป็นจะตาย พอเราเริ่มรู้ว่า เขาไม่ได้ตายง่าย ๆ หรอก (หัวเราะ) คนที่สองเราก็จะชิลมากขึ้น แต่ของกบเองยากในเรื่องของการจัดการมากกว่า

เรื่องของระบบเวลา เรื่องของเด็กแต่ละคน ณดลมีความแตกต่างจากณดามากพอสมควร เราก็เหมือนเรียนรู้ใหม่ แต่เราไม่ไปซีเรียสกับมันมากเกินไป ทำให้การเลี้ยงดูคนที่สองนี้ง่ายขึ้น แต่อาจจะเป็นด้วยที่เขาก็เป็นเด็กที่ง่ายมาก จริง ๆ ณดลเขาทำทุกอย่างยากกว่าณดานะคะ แต่ว่าใจเราปล่อยมากกว่า ก็เลยดูเขาแข็งแรงกว่า เรียนรู้อะไรได้เร็วกว่า เขาทำตามพี่ แต่ที่คนชอบถามว่าเลี้ยงลูกนี่มันยากตรงไหน ก็ยากเรื่องกินเรื่องนอนนี่แหละค่ะ เรื่องกินเรื่องนอนนี่ณดาง่ายมาก แต่ในรายละเอียดต่าง ๆ ใจเราไม่ปล่อยมาก เราก็กังวลเรื่องโน้นเรื่องนี้ แต่คนที่สองใจเราปล่อยก็ง่าย”

เลี้ยงลูกชายกับลูกสาวนี่ต่างกันไหม?
“เริ่มต้นนี่ไม่ต่างกันในขวบปีแรก เพราะอยู่แค่ กิน นอน เล่น ดูไม่ให้หกล้ม ให้เขาได้ออกกำลังกาย กินอาหารให้ครบ แต่พอเริ่มโตนี่เห็นได้ชัด ณดาเนี่ยจะเล่นอะไรก็ไม่แรง จะทำอะไรก็ซอฟต์ พูดอะไรค่อนข้างเชื่อ แต่ณดลนี่เล่นอะไรแรงมาก ดื้อ เป็นตัวของตัวเองมากกว่า เรื่องที่เรากับเขาจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ด้วยกันมันก็ต่างกัน อีกอย่างที่ต่างคือ ณดลจะทำอะไรทุกอย่างเกือบจะเหมือนพี่สาวหมด เพราะของเล่นทุกอย่างในบ้านจะเป็นสีชมพูหมด ณดาใส่รองเท้าส้นสูง ณดลจะเลียนแบบพี่ทุกอย่าง พี่พูด “คะ” ก็จะพูด “คะ” ด้วย

ด้วยความที่เขาเป็นเด็กผู้ชายเราก็จะค่อย ๆ สอนเขา แยกเขาในบางขณะ แต่ของพวกนี้กบไม่ได้ซีเรียสนะ คนมันจะเป็นมันก็เป็นอ่ะ (หัวเราะ) จะเป็นก็เป็นมา แต่เนื่องด้วยสิ่งแวดล้อมการดูแล เขาเป็นเด็กผู้ชายเราก็ต้องสอนแบบเด็กผู้ชาย ณดาล้มเราอาจจะเข้าไปหาเร็วหน่อย แต่ณดลล้มเราก็อาจจะปล่อยให้ลุกขึ้นเอง ณดาใส่ส้นสูงเขาก็จะใส่ส้นสูงด้วย เราก็จะต้องบอกว่า นี่มันเป็นของเด็กผู้หญิง น้องณดลใส่ส้นสูงไม่ได้นะ เราก็แค่ใส่ข้อมูลให้เขา แต่จะไม่ไปห้าม หรือตั้งอกตั้งใจเลี้ยงให้เขาเป็นเด็กผู้ชายเลย คือวัยเขาที่เขาทำเพราะเขาทำตามพี่ ก็ไม่เป็นไร แต่นอกนั้นก็คล้าย ๆ กันหมด”

กบเป็นคุณแม่ที่เฮี้ยบมากไหม?
“เฮี้ยบมากค่ะ กบเป็นแม่ที่ค่อนข้างเข้มงวด แล้วก็เป็นระเบียบแบบแผน เป็นระบบ แล้วก็ดุ แต่ว่าหลัง ๆ นี่กบก็เบาลงเยอะ คือเฮี้ยบมากจนรู้สึกว่าณดาเขาเปลี่ยนไป เขาขาดความมั่นใจ เขากลัวเรา เราก็รู้สึกว่าเริ่มไม่ค่อยดีสำหรับลูก ก็ไปปรึกษาคุณหมอ เขาก็ให้คำแนะนำ ต่าง ๆ และเราก็พยายามปรับเปลี่ยนตัวเอง เพื่อที่มันจะไม่ส่งผลเสียไปกับลูกได้ ณดาเขาก็จะดีขึ้น”

น้องณดาเริ่มโตกบเลี้ยงเน้นเรื่องใดเป็นพิเศษ?
เป็นช่วง ๆ มากกว่าค่ะ ว่าช่วงนี้เขามีอะไรที่ไม่ค่อยดีแล้วค่อยเน้น กบไม่ได้เน้นเป็นเรื่องหลักใหญ่เป็นพิเศษ คนเป็นแม่อะเนอะ รายละเอียดทุกอย่างเราเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอยู่แล้ว เห็นเรื่องอะไรเกิดขึ้นเราก็จะพยายามบอกเขา อย่างนั่งรถไป ฟังเพลงไปดี ๆ แต่เมื่อไหร่ที่กบหยิบโทรศัพท์ปุ๊บ ณดาจะพูด เพื่อที่จะเรียกร้องความสนใจ กบก็จะบอกว่า ณดาคุณแม่คุยโทรศัพท์อยู่ อย่าเพิ่งพูด อยากได้อะไรต้องรอ

คือเด็กเขาจะไม่รู้ว่าอะไรต้องรอ อย่างเรื่องกินข้าวเขาโตแล้ว ต้องหัดกินข้าวเอง เราก็จะบอกเขา หรือเวลาที่เขาไปเล่นสเก็ตแล้วเขาล้ม เราก็จะสอนเขาว่า ล้มแล้วร้องไห้ เสียใจใช่ไหม แต่เดี๋ยวเราลุกไปเล่นกันต่อ ถ้าณดาหกล้มแล้วไม่ลุกขึ้นมา ณดาก็จะไม่ได้เล่นอีกเลย ณดาต้องต่อสู้ต้องพยายาม แล้วบางทีเขาก็จะมาแบบ ทำไมหนูยังเล่นไม่ได้ ณดาขาของบางอย่างมันก็ต้องใช้เวลานะลูก สอนทุกเรื่องนะ ไม่มีสอนเรื่องใดเรื่องหนึ่ง”

มีอารมณ์อิจฉาน้องบ้างไหม?
“มีค่ะ แต่เขาไม่ใช่คนที่อารมณ์แรง เวลาอิจฉาเขาก็จะเรียกร้องความสนใจบางอย่างแค่นั้นเอง การอิจฉาน้องเนี่ย ลูกสองคนมันมีอยู่แล้ว แต่กบก็จะพยายามทำทั้งสองคนเท่า ๆ กัน แต่บางครั้งมันก็เท่ากันไม่ได้หรอกในโลกของความเป็นจริง แต่ก็จะพูดตลอดว่า แม่รักณดานะ แต่แม่ต้องรักน้องด้วย เวลาซื้อของอะไรก็จะบอกว่า วันนี้วันเกิดน้องต้องซื้อให้น้องนะลูก ณดาต้องรอเพราะวันนี้ไม่ใช่วันเกิดณดา ณดาก็รักน้องนะ ณดลก็รักพี่

กบก็จะพยายามให้ณดาเห็นว่า น้องนี่เขารักหนูนะลูก ดูสิเขาพูดชื่อหนูก่อนพ่อกับแม่อีก ให้เขาได้เห็นว่า น้องรักเขานะ ไม่ใช่น้องมาแย่ง อย่างณดลกบก็จะบอกเขาว่า พี่ณดารักน้องนะ โตขึ้นณดลดูแลพี่ณดาด้วยนะลูก ก็จะพูดตลอด แต่ณดลเขาก็ยังเล็ก และณดลเนี่ยกบไม่ค่อยออกฤทธิ์กับเขาเยอะ เขาก็จะไม่กลัวแม่ จะเอาอะไรต้องเอาให้ได้ แต่เมื่อไหร่ที่กบไม่ยอม เขาก็จะบอกว่า ขอโทษครับคุณแม่ ด้วยความที่เขาเป็นลูกคนเล็กเขาก็จะมีวิธีการอ้อนที่น่ารัก”

เวลาที่ลูกดื้อมาก ๆ มีวิธีปราบยังไง?
“เวลาที่ดื้อมาก ๆ ก็จะปล่อยเลย ถ้าอะไรเกิดขึ้นค่อยชี้ให้เห็นผลทีหลัง หรืออย่างที่สองก็เสียงดังใส่ เสียงสูงปรี๊ดเลย เคยทำมาหมดแล้ว อันที่สามดื้อมากไม่ไหว ลงมือตี ก็มีค่ะ ทำมาหมดแล้ว ก็ใช้หลาย ๆ วิธี บางครั้งวิธีนั้นได้ผล วิธีนี้ไม่ได้ผล แต่ส่วนใหญ่พอผ่านเหตุการณ์ไปแล้วก็จะบอกว่า คุยกัน ชี้แจงให้เห็นแม่ไม่ชอบ ณดานี่จะเห็นฤทธิ์กบเยอะ จะรู้แล้วเวลาที่แม่ไม่ชอบเป็นอย่างไร แต่ณดลนี่กบจะใช้แบบนิ่งเฉยเอา ก็จะบอกว่า แม่ไม่ชอบนะ แม่เสียใจที่เป็นแบบนี้ บางครั้งเขาก็หยุด บางครั้งไม่หยุดก็ต้องใช้วิธีอื่น”

แบ่งเวลาให้ลูกแล้ว ความหวานกับพี่บรู๊คล่ะ?
“น้อยมากค่ะ ยิ่งกบนอนกับลูก พี่บรู๊คนอนคนเดียว แต่บางทีที่ลูกนอนแล้ว เราก็จะมาดูหนังด้วยกัน คุยกัน หรือวันไหนพี่เลี้ยงอยู่ก็ไปนอนดูหนังกันบ้าง ไปกินข้าวกันบ้าง ก็ยังหอมกันทุกครั้งก่อนนอนและก่อนไปทำงานนะคะ หอมกัน จุ๊บกัน ความสวีทหวานแบบช่วงแรก ๆ มันก็คงจะไม่ใช่แล้ว แต่ว่าเวลาไปไหนได้อยู่ด้วยกันมีลูก เห็นลูกทำอะไรน่ารัก ก็จะหันมาบอกกันว่า น่ารักเนอะ มีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องลูกให้ได้คุยกัน มันเหมือนเป็นความผูกพัน มันก็โอเคนะ ยังรักกันเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ใช่แบบสวี้ด สวีท กบก็จะพยายามถามว่าพี่บรู๊คโอเคไหม พี่บรู๊คเขาก็ทำงานหนักมาก”

จริง ๆ แล้วอยากให้น้องณดาทำงานในวงการบันเทิงหรือเปล่า?
“กบไม่ได้รู้สึกอยากหรือไม่อยาก แต่คิดว่าถ้าได้ทำก็ดี เป็นประสบการณ์ที่ดี กบมองแง่ดีหมด แต่เวลาเลือกรับงานลูกนี่ก็จะดูว่าเขาทำได้ไหม สนุกไหม ชอบไหม และมันยากเกินไปสำหรับเขาจนเขาเครียดไหม หรือทำแล้วมีผลกระทบต่อจิตใจ เช่น มีงานละครติดต่อมาแล้วเขาต้องร้องไห้เยอะมาก กบคงไม่เอา เพราะเขายังไม่เข้าใจว่าอันนี้คือละคร ทำไมเขาต้องร้องไห้เสียใจ ให้ลูกเสียใจบ่อย ๆ มันก็ไม่ดีหรอก

ถ้างานโฆษณาที่ให้ทำคือมันง่าย แค่วิ่งแล้วทำอย่างนั้นอย่างนี้ เขาสนุกและมีความสุข เขาชอบที่จะทำ กบก็ไม่ปฏิเสธ เพราะกบถือว่าเป็นโอกาสดี ๆ ที่ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมี กบไม่ค่อยจะปัดโอกาสดี ๆ ถ้ามองในแง่ดีเขาก็ได้เรียนรู้ ได้ทำงาน กบมักจะสอนเขาว่าเวลาทำงานเราก็จะได้เงิน อยากไปเที่ยวไหนหรือทำอะไร แม่ก็จะใช้เงินนี้นะในการซื้อของ ก็เป็นส่วนในการสอนเขาอีกแบบ กบว่ามันดีนะ ไม่ใช่มันไม่ดีหรอก แต่เราก็ต้องดูที่มันโอเคด้วย”

ลูก ๆ มีพ่อแม่เป็นบุคคลสาธารณะ ในเรื่องของการวางตัวจะบอกเขายังไง?
“ในเรื่องนี้เราจะ ดึงเขากลับไปเป็นคนธรรมดาทั่วไป ที่ไม่มีใครรู้จักมันทำไม่ได้ เพราะเขาเกิดมากับตรงนี้ ก็จำเป็นต้องยอมรับในสิ่งที่เป็นไป เวลาสอนเขาก็จะบอก อย่างเวลาคนมาขอถ่ายรูป กบก็จะให้สิทธิเขาในการตัดสินใจว่าเขาจะถ่ายหรือไม่ถ่าย ถ้าเขาถ่ายก็โอเคยิ้ม แต่ถ้าเขาอารมณ์ไม่ดี ไม่ถ่าย เราก็จะบอกว่า พี่เขารักหนูนะลูก เขาชอบหนู เขาก็เลยอยากจะขอถ่ายรูปด้วย แต่ถ้าหนูไม่อยากถ่ายตอนนี้หนูก็ต้องพูดเพราะ ๆ บอกเขาดี ๆ คือเด็กมีสิทธิที่จะเลือกว่าเขาจะทำหรือไม่ทำ แต่เขาก็ต้องมีวิธีการบอกที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่าหน้าหงิกเดินวิ่งหนี ซึ่งมันไม่น่ารัก ก็สอนให้ดีที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้”

เคล็ดลับอยู่ตรงนี้

เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งครอบครัวแสนอบอุ่น ที่มีแฟนคลับมากมายมายคอยให้กำลังใจกันอยู่เสมอ สำหรับครอบครัว ของพ่อบรู๊ค ดนุพร และ แม่กบ สุวนันท์ ปุณณกันต์ ที่ไม่ว่าจะทำอะไรสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือครอบครัว โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 61 ในงาน “1 วันสร้างสุขให้ลูกเปลี่ยน ปี 2” ของโครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี (United for Healthier Kids) ซึ่งจัดโดยบริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ร่วมกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน เพื่อปลูกฝังรากฐานพฤติกรรมและโภชนาการที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตอย่างมีสุขภาพดีของเยาวชนอายุ 3-5 ปี พ่อบรู๊คได้มาร่วมฟังข้อมูลที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมและจิตวิทยาเด็ก ที่ให้คำแนะนำเคล็ดลับการมีส่วนร่วม และสื่อสารเชิงบวกกับลูกๆ ที่จะช่วยเสริมสัมพันธภาพอันดีภายในครอบครัว โดนพ่อบรู๊คได้บอกเคล็ดลับดีในการเลี้ยงลูกไว้ดังนี้ด้วยละจ้า

1.อยากให้ลูกเปลี่ยน พ่อแม่ต้องปรับก่อน
“พ่อแม่ทุกคนต่างก็อยากให้ลูกเชื่อฟังและทำตามที่เราบอก ผมกับคุณกบเองก็ได้ลองผิดลองถูกมามาก แต่หลังจากที่ได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมเด็ก ทำให้เรารู้ว่าการสื่อสารให้ลูกเข้าใจและร่วมมือกับเราไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องใช้เวลาและต้องมีเทคนิคทางจิตวิทยาเชิงบวกเข้าช่วย และสิ่งสำคัญที่สุดคือ อยากให้ลูกเปลี่ยน พ่อแม่ต้องปรับก่อน”

2.อยากให้ลูกเป็นอย่างไร พ่อแม่ต้องทำให้ลูกเห็นก่อน
คุณบรู๊คเล่าว่า “ผมและคุณกบต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกๆ เห็น เพราะวัยเด็กเป็นวัยที่ชอบเลียนแบบ ดังนั้น แบบอย่างที่ดีจากพ่อแม่จึงสำคัญมาก อยากให้ลูกเป็นอย่างไร พ่อแม่ต้องทำให้ลูกเห็นก่อน เช่น ไม่อยากให้ลูกติดหน้าจอ พวกเราก็จะไม่จับหน้าจอให้ลูกเห็น และพยายามหากิจกรรมให้ลูกๆ ทำตลอด เช่น เล่นดนตรี ออกกำลังกาย เพื่อไม่ให้พวกเขาหมกมุ่นกับเกมบนมือถือหรือดูทีวีมากเกินไป”

3.วิธีแก้นิสัยชอบใช้อารมณ์กับลูก
หลายๆ ครั้ง ที่พ่อแม่อยากปรับพฤติกรรมลูก แต่ไม่สำเร็จ และกลับกลายเป็นการสร้างความรู้สึกต่อต้านให้กับเด็กๆ แทน คุณบรู๊คมีทริคเล็กๆ แนะนำว่า “พ่อแม่หลายๆ ท่านอาจรู้สึกเหนื่อยกับงานมา จึงเผลอใช้อารมณ์กับลูกไปบ้าง อาจทำให้เด็กรู้สึกไม่ดี กลายเป็นไม่อยากทำตามที่เราพูด ผมได้รับคำแนะนำมาว่าให้มองหาจุดดีในตัวลูก แล้วเราก็จะได้กำลังใจกลับมา ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่ผมรู้สึกโมโหลูกสาว ก็จะนึกถึงตอนที่ณดาดูแลเอาใจใส่น้อง ยอมยกของเล่นให้น้อง หรือเวลาที่ณดลดื้อ ก็จะนึกถึงตอนที่เขาเข้ามาอ้อน นอนตัก ยิ้มหวานให้ มันทำให้เราใจเย็นลง ฉุกคิดมากขึ้น และอุณหภูมิภายในบ้านก็จะเย็นลงอีกครั้ง”

4.พ่อแม่ต้องชมลูกอย่างจริงใจ
ถ้าลูกๆ เปลี่ยนมาแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม ต้องอย่าลืมชม ซึ่งคุณบรู๊คให้เทคนิคที่ได้เรียนรู้มาจากนักจิตวิทยาเด็กและคอนเฟิร์มแล้วว่าได้ผลจริงๆ “ในการสื่อสารกับลูกให้ได้ผลดี แม้แต่วีธีการชมก็ต้องมีเทคนิค พ่อแม่ต้องชมลูกอย่างจริงใจ โดยใช้ภาษาท่าทางประกอบ เช่น สบตา หอมแก้ม กอด ควรชมทันทีที่เห็นว่าเค้าทำดี และชมในสิ่งที่เค้าลงมือทำ (มากกว่าชมที่ผลลัพธ์ที่ออกมา) ยกตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนณดาจะติดทีวี ไม่ยอมลุกไปอาบน้ำ แต่ถ้าวันไหนเราบอกแล้วเขาลุกไปอาบน้ำเองโดยไม่อิดออด ผมก็จะชมเค้าทันทีว่า “ณดาเก่งจังเลย พอถึงเวลาก็ลุกไปอาบน้ำโดยที่พ่อไม่ต้องบอกเลย พ่อชื่นใจจัง” เพียงเท่านี้ก็สามารถสร้างกำลังใจให้ลูกมีแรงจูงใจปรับเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้นแล้ว”

5.ตักเตือนอย่างมีเหตุผล เมื่อลูกทำผิด
นอกจากการชมแล้ว เมื่อลูกแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม จะต้องมีการตักเตือนเมื่อทำผิด ซึ่งพ่อบรู๊คทิ้งท้ายด้วยเทคนิคการตักเตือนลูกจากนักจิตวิทยาเด็กไว้ว่า “เมื่อลูกทำผิด ผมจะพยายามจัดการกับอารมณ์ตัวเองให้ได้ก่อน และจะบอกลูกตรงๆ ว่า ทำอย่างนี้ไม่ดีนะและให้เหตุผล ผมจะไม่ใช้อารมณ์ในการตักเตือนเขา ไม่ประชด ไม่เปรียบเทียบ เพราะจะยิ่งทำให้ลูกต่อต้านมากขึ้น”

และนี่ก็คือเคล็ดลับดีๆ ที่ทำให้ครอบครัว ปุณณกันต์ กลายเป็นที่รักของแฟนๆ และทุกคนยังสามารถร่วมเป็นหนึ่ง ในการขับเคลื่อนโครงการรวมพลังเพื่อเด็กสุขภาพดี (United for Healthier Kids) ร่วมกับครอบครัวปุณณกันต์ได้ที่แฟนเพจ United for Healthier Kids TH ได้อีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก : เดลินิวส์
เรียบเรียงโดย : I Can’t