“ธ.ก.ส.” เร่งโอนค่าเก็บเกี่ยวสูงสุด 18,000 บาท/หลัง เล็งลดดอกเบี้ย 3% เพิ่มรายได้เกษตรกรใน 3 ปี

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ออกมาเปิดเผยว่า ธ.ก.ส.ได้เริ่มดำเนินโครงการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้แก่เกษตรกรรายย่อยผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2561/62 ตามมติของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2561 ซึ่งได้รับความเห็นชอบให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวหอมมะลิ ข้าวเหนียว ข้าวเจ้าและข้าวปทุมธานี 1

ที่ได้ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าวกับกรมส่งเสริมการเกษตร ปีการผลิต 2561/62 ในอัตราไร่ละ 1,500 บาท รายละไม่เกิน 12 ไร่ รวมครัวเรือนละไม่เกิน 18,000 บาท ซึ่งมีเป้าหมายเกษตรกรที่ได้รับประโยชน์กว่า 4.05 ล้านราย พื้นที่การผลิต 38 ล้านไร่ วงเงิน 57,722 ล้านบาท โดยปัจจุบันได้มีการมอบเงินช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวให้แก่เกษตรกรแล้วกว่า 84,000 ราย เป็นเงินกว่า 1,400 ล้านบาท ซึ่ง ธ.ก.ส.จะเร่งให้ความช่วยเหลือแก่เกษตรกรให้ครบถ้วนตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

สำหรับพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการดังกล่าวไปแล้ว 43,827 ราย เป็นเงินกว่า 745.8 ล้านบาท ทั้งนี้ เกษตรกรซึ่งมีพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือไปแล้ว จะต้องนำส่วนที่เสียหายมาหักลบออกจากพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดก่อน ทั้งนี้ การจ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าว ปีการผลิต 2561/62 มีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. 2561 ถึงวันที่ 30 ก.ย. 2562

ทั้งนี้ นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) ยังออกมาเผยข่าวดีเด้งที่สองให้เหล่าเกษตรกรทั้งหลายได้ชื่นใจ เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2561 ที่ผ่านมา กับมาตรการลดภาระหนี้เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปภาคการเกษตรตามแนวทางเกษตรประชารัฐแก่เกษตรกร ซึ่งมีเกษตรกรได้ประโยชน์ 3.81 ล้านราย ได้แก่ การลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกร 3.81 ล้านราย แยกเป็นเกษตรกรทั่วไป 2.43 ล้านราย

และเป็นเกษตรกรที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 1.38 ล้านราย สำหรับต้นเงินกู้ 3 แสนบาทแรก จะได้ลดดอกเบี้ย 3% เป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่ 1 ส.ค. 2561 ถึงวันที่ 31 ก.ค. 2562 เพื่อลดต้นทุนในการประกอบอาชีพ และสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งขณะนี้ ธ.ก.ส. ได้ลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่เกษตรกรไปแล้ว 3.81 ล้านราย และโครงการขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส. ที่มีหนี้เงินกู้ที่เป็นภาระหนัก

โดยขยายระยะเวลาชำระต้นเงินกู้ 3 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. 2561 ถึงวันที่ 31 ก.ค. 2564 ตามความสมัครใจ สำหรับดอกเบี้ยเงินกู้ให้ชำระตามกำหนดเดิมหรือตามที่มาแห่งรายได้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ซึ่งขณะนี้ ธ.ก.ส.ได้ขยายเวลาชำระหนี้ให้แก่เกษตรกรไปแล้ว 715,114 ราย วงเงิน 205,521 ล้านบาท

โดย นายอภิรมย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรลูกค้า พนักงาน ธ.ก.ส.จะนัดหมายและออกไปพบเกษตรกรลูกค้าเพื่อประชุมชี้แจงรายละเอียดโครงการและสอบถามความสมัครใจ ณ จุดนัดหมายต่างๆ ที่เกษตรกรสะดวก

เช่นเดียวกับวันนี้ที่จัดขึ้น ณ ห้องประชุมอาคารอเนกประสงค์บึงบอระเพ็ด อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ โดยเกษตรกรสามารถแจ้งความประสงค์และลงชื่อในแบบแสดงความประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2561

จึงขอเชิญให้พี่น้องเกษตรกรที่ได้รับการนัดหมายมาประชุมและแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการ หากพ้นกำหนดจะไม่ได้รับสิทธิ์ขยายเวลาชำระหนี้ แต่ยังคงได้รับสิทธิ์ลดดอกเบี้ย นอกจากนี้ ธ.ก.ส.จะร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไปสนับสนุนฟื้นฟูการประกอบอาชีพให้สามารถแข่งขันมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นผ่านโครงการต่างๆ โดย ธ.ก.ส. จะจัดสินเชื่อเพื่อรองรับการฟื้นฟูรวม 250,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กรณีเกษตรกรที่มีความสามารถชำระหนี้ได้และมีความประสงค์ชำระหนี้ครบถ้วนตามกำหนดทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยจะสามารถขอสินเชื่อใหม่ตามโครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มศักยภาพการประกอบอาชีพ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีในปีแรก และปีต่อไปคิดในอัตราปกติ วงเงินให้สินเชื่อรวม 100,000 ล้านบาท

นอกจากนี้เพื่อเป็นการสร้างขวัญกำลังใจและลดภาระหนี้ให้กับพี่น้องเกษตรกรที่ชำระหนี้ได้ตามกำหนด รวมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรลูกค้ารักษาวินัยการเงินการคลัง ธ.ก.ส. จะคืนดอกเบี้ยให้กับลูกค้าที่ส่งชำระคืนในอัตราร้อยละ 30 ของจำนวนดอกเบี้ยที่ชำระกับโครงการชำระดีมีคืน ซึ่งข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค. 2561 คืนดอกเบี้ยให้กับลูกค้าไปแล้ว 1.639 ล้านราย เป็นเงิน 2,462.59 ล้านบาท

ในขณะเดียวกันสิ่งสำคัญที่จะต้องทำควบคู่ไปด้วยคือการสร้างภูมิคุ้มกันในเรื่องการออม เพื่อให้เกษตรกรก้าวพ้นปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน โดยนายอภิรมย์ กล่าวว่า ธ.ก.ส. จะส่งเสริมให้เกษตรกรนำรายได้ส่วนที่เหลือจากค่าใช้จ่าย มาเก็บออมเงินอย่างต่อเนื่องกับผลิตภัณฑ์เงินฝากต่างๆ ของ ธ.ก.ส. ซึ่งได้จัดโปรแกรมมอบสิทธิประโยชน์และรางวัลพิเศษแก่ผู้ออมเงินที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อจูงใจและให้กำลังใจในการออมโดยสมัครใจ

เช่น เงินฝากออมทรัพย์ทวีโชค ที่ฝากสะสมเฉลี่ยทุกๆ 1,000 บาท เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 6 เดือน จะได้สิทธิ์ชิงรางวัลพิเศษเพิ่มจากเดิมอีกปีละ 1 ครั้ง รวมเป็น 3 ครั้ง และผลิตภัณฑ์ “ธกส มอบรัก” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ประกันแบบคุ้มครองสินเชื่อ

เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเอง เป็นต้น ทั้งนี้ มาตรการและโครงการต่างๆ เป็นการดูแลแก้ไขปัญหาหนี้แบบครบวงจร ทำให้เกษตรกรมีขวัญและกำลังใจในการพัฒนาตนเอง เพื่อก้าวผ่านอุปสรรคและความยากลำบาก โดยหลุดพ้นจากวงจรหนี้ สามารถกลับมาประกอบอาชีพและสร้างรายได้ เพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงยั่งยืน